ขั้นตอนการถอนยาแก้ปวดไมเกรน เขาทำยังไงกันนะ?

ขั้นตอนการถอนยาแก้ปวดไมเกรน เขาทำยังไงกันนะ?

15.08.22_1.jpg

"ยาแก้ปวดกับชาวไมเกรนั้นเป็นของคู่กัน" คำนิยามนี้หากเป็นชาวไมเกรนแล้วจะเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะสิ่งที่มีติดกระเป๋าจนขาดไม่ได้สำหรับชาวไมเกรนที่ไม่รู้ว่าวันไหนจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวขึ้นมาดื้อๆ นั้นคือ "ยาแก้ปวด"

แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าหากทานยาแก้ปวดไมเกรนโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น Ergotamine (ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ergotamine tartrate ขนาด 1 มิลลิกรัม ผสมกับ caffeine 100 มิลลิกรัม) ต่อเนื่องกันมากกว่า 15 วันต่อเดือน และติดต่อกัน 3 เดือนขึ้นไป จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "สมองติดยาแก้ปวด" หรือ "Medication Overuse"

 

ภาวะสมองติดยาแก้ปวด (Medication Overuse)

สำหรับภาวะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัวมากขึ้น และรุนแรงขึ้น เมื่อเกิดภาวะขาดยา โดยปกติแล้วชาวไมเกรน เมื่อมีอาการปวดหัว ก็จะทานยาแก้ปวดเพื่อระงับอาการปวด ยาแก้ปวดแต่ละตัวก็จะออกฤทธิ์ระงับอาการปวดแตกต่างกันไปตั้งแต่ 4-8 ชั่วโมง แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยเมื่อมีภาวะสมองติดยาแก้ปวดแล้ว จะปวดหัวทุกครั้งเมื่อหมดฤทธิ์ยา โดยมักจะปวด "หลังตื่นนอน" เพราะระหว่างนอนยาแก้ปวดหมดฤทธิ์พอดี หรือ "ช่วงเย็นของวัน" เพราะเป็นช่วงที่ยาแก้ปวดและผู้ป่วยมักจะไปเจอสิ่งกระตุ้นระหว่างวัน ซึ่งทางภาษาแพทย์เราเรียกอาการปวดหัวนี้ว่า "ปวดหัวกระเด้งกลับ (Rebound Headache)

และนอกจากนี้ อาการปวดหัวที่มักจะมาทุกเช้าหรือช่วงเย็น ยังมีสัญญาณอื่นๆ ที่บอกว่าคุณเข้าข่ายภาวะสมองติดยาแก้ปวดแล้วหรือยัง?

✦ ปวดหัวบ่อยขึ้น มีความถี่ของจำนวนวันปวดมากขึ้น

✦ มีแนวโน้มไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดตัวที่ทานอยู่ และต้องทานยาแก้ปวดที่แรงขึ้น หรือทานจำนวนเม็ดมากขึ้น

✦ อาการปวดจะดีขึ้นเมื่อทานยา แต่พอยาหมดฤทธิ์ อาการปวดก็จะกลับมาเหมือนเดิม

✦ มีอาการปวดแม้จะไม่มีสิ่งกระตุ้น

✦ มีประวัติใช้ : ยาแก้ปวดในกลุ่มจำเพาะไมเกรน มากกว่า 10 วันต่อเดือน ติดต่อกันเกิน 3 เดือน หรือยาแก้ปวดที่ไม่จำเพาะกับไมเกรน มากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันเกิน 3 เดือน

หากคุณเข้าข่ายตามเช็คลิสนี้มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป แสดงว่าคุณมีความเสี่ยงที่สมองจะติดยาแก้ปวดไมเกรนเข้าแล้ว

สำหรับการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะสมองติดยาแก้ปวดนี้ แพทย์จะทำการถอนยาแก้ปวดตัวที่ติดอยู่ก่อน โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. หยุดทานยาแก้ปวดตัวที่ติด เป็นระยะเวลาประมาณ 7-10 วัน

2. แพทย์จ่ายยายาแก้ปวดสเตียรอยด์ระยะสั้น เพื่อระงับกระบวนการปวด เป็นระยะเวลา 7 วัน

3. ทานยาป้องกันไมเกรนในกลุ่มมาตรฐานควบคู่ เพื่อลดความไวของสมอง และลดความไวต่อสิ่งกระตุ้น ต่อเนื่อง 4-6 เดือ

** ซึ่งการถอนยาแก้ปวดนี้ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และผู้ที่มีโรคประจำตัวแนะนำปรึกษาแพทย์ก่อน **

Footer Tele Blog - Ai.png

กลับไปยังบล็อก

บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ

ยาแก้ปวดไมเกรน เลือกอย่างไรให้ใช่กับเรา?

ยาแก้ปวดไมเกรน เลือกอย่างไรให้ใช่กับเรา?

เข้าชม 23 ครั้ง

"ไมเกรน" เป็นโรคที่แม้ไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่กลับสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชาวไมเกรนเป็นอย่างมาก บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีเลือกยาแก้ปวดไมเกรนให้เหมาะกับระดับความรุนแรง รวมถึงข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ปวดไมเกรนแต่ละชนิด ให้รู้เท่าทันยาแก้ปวด

ทำความรู้จัก "ปวดหัวแบบตึงตัว (Tensiontype Headache)

ทำความรู้จัก "ปวดหัวแบบตึงตัว (Tensiontype Headache)

เข้าชม 29 ครั้ง

เคยปวดหัวแบบมีอะไรมารัดรอบหัว หรือปวดหัวแบบตึงๆ ราวลงคอ บ่า ไหล่ บ้างไหม? ถ้าเคย คุณอาจกำลังเป็น โรคปวดหัวแบบตึงตัว (Tensiontype Headache) ที่แม้ระดับความรุนแรงอาจจะไม่เท่ากับไมเกรน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ดังนั้นเรามาทราบถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษเพื่อช่วยให้คุณจัดการกับอาการของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เครียดสะสม เมื่อสมองสั่งร่างกายให้เป็นโรค

เครียดสะสม เมื่อสมองสั่งร่างกายให้เป็นโรค

เข้าชม 23 ครั้ง

ความเครียดไม่เพียงแต่ส่งผลต่อร่างกายด้วยอาการปวดหัวหรือหัวใจเต้นเร็วเท่านั้น แต่ยังส่งผลลึกลงไปถึงระบบภายในร่างกายและอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลั่งของสารเคมีในสมอง เช่น คอร์ติซอล และอะดรีนาลีน ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและส่งผลให้ระบบการตอบสนองต่อความเครียดทำงาน การเพิ่มขึ้นของคอร์ติซอลในระยะยาวอาจทำลายสมองส่วนหน้าและฮิบโปแคมปัส ทำให้เกิดผลเสียต่อการควบคุมอารมณ์และความจำระยะยาว นอกจากนี้ ความเครียดเรื้อรังยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอาการเวียนหัว การจัดการความเครียดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ.