หยุดวงจรอุบาท วงจรติดยาแก้ปวด

หยุดวงจรอุบาท วงจรติดยาแก้ปวด

เราเชื่อเหลือเกินว่า กว่าครึ่งหนึ่งของชาวไมเกรนนี้ ต้องเคยมีประสบการณ์

  • ปวดหัวไมเกรน
  • แล้วกินยาแก้ปวดไมเกรน
  • พอหมดฤทธิ์ยา มันก็เริ่มปวดอีก 
  • แล้วกินยาแก้ปวดไมเกรน
  • พอหมดฤทธิ์ยา แล้วมันก็ปวดอีก

วนแบบนี้เป็นวงกลม ช่วงแรกๆ เดือนหนึ่งก็อาจจะเป็น 1-2 ครั้ง 

แต่พอนานเข้าๆ มันกลับกลายเป็นถี่ขึ้น ถี่ขึ้น จนเป็นความเคยชิน กินแม่มมันทุกวันเลย

บางทีไม่กินยาไมเกรนก็เริ่มกังวลใจแล้ว กลัวมันจะปวดขึ้นมาอีก ชีวิตจะยากหล่ะ

.

นี่คือสัญญาณเตือนว่า “คุณกำลังติดยาแก้ปวดไมเกรน” นะจ๊ะ

.

เอ้า ทำไมถึงปวดหล่ะ ในเมื่อยาแก้ปวดไม่ใช่สารเสพติดสักหน่อย จุดเริ่มต้นมันเป็นแบบนี้เดี๋ยว สไมล์ ไมกรน จะเล่าให้ฟัง

.

ก่อนอื่นเลย เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ยาแก้ปวด ใช้อย่างไรกันบ้าง

  1. ใช้เมื่อมีอาการปวดศีรษะเท่านั้น
  2.   รู้ข้อห้ามและข้อควรระวังของตัวยาแต่ละตัว
  3. ควรรู้เรื่องผลข้างเคียงของตัวยาที่ทาน เช่น ระคายเคืองกระเพาะอาหาร อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือแม้กระทั่งอัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลง
  4. ไม่แนะนำให้ทานตัวยาแก้ปวดบ่อยเกิน 10 วันต่อเดือน หรือ 15 วันต่อเดือนในบางกลุ่ม ติดต่อกัน 3 เดือน เพราะจะทำให้เสี่ยงติดยาแก้ปวดได้

.

สำหรับยาแก้ปวดไมเกรนตัวที่ติดเนี้ยส่วนใหญ่เลยนะ จะมีส่วนผสมของเจ้าตัวที่ชื่อว่า “Ergotamine” ชาวไมเกรนลองกลับไป ดูส่วนประกอบของยาที่เราทานทุกวันๆ นี้ ในส่วนประกอบของยามีชื่อเจ้านี้อยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ ให้ระมัดระวังในการทานให้ดีนะ 

.

เพราะเจ้า Ergotamine นี้แหละที่ถูกใช้เป็นยาแก้ปวดกับผู้ป่วยไมเกรนมาตั้งแต่ปี 1862 ปกติน้องเป็นเชื้อราที่พบได้ในข้าวไรย์ (Rye)

.

แต่ด้วยความที่เชื้อราตัวนี้ น้องมีฤทธิ์ในการช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งปกติเวลาปวดไมเกรนหลอดเลือดบนสมองของเราจะเกิดการอักเสบและขยายตัว ทำให้เกิดอาการปวดได้ ทีนี้น้องเข้าไปช่วยหลอดเลือดหดตัวได้ จึงเป็นที่มาว่าทำไมน้องช่วยลดปวดได้นั้นเอง

.

แต่ !!! ด้วยความที่น้องทำให้หลอดเลือดหดตัวนี้ มันไม่ได้หดแค่ตรงสมองที่ปวดอ่ะสิ น้องทำให้หลอดเลือดทั้งตัวหดจ้า ทั้งหลอดเลือดที่แขน ขา หลอดเลือดหัวใจ จึงทำให้คนไข้ไมเกรนที่ทานยาตัวนี้บ่อยๆ และเริ่มถี่ขึ้น จะมาพร้อมผลข้างเคียงอย่างชาปลายมือ ปลายเท้า มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตสูง 

.

นอกจากนี้ ที่สำคัญเลยคือ น้องจะเข้าไปรบกวนการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองที่เป็นกระบวนการรับรู้ความเจ็บปวด เกิดเป็นวงจรของอาการปวดหัวอย่างต่อเนื่องที่เกิดจากการใช้ยารักษาอาการปวดหัว ทางภาษาแพทย์เรียกว่า Medication Overuse Headache

.

ทั้งนี้ หากคนไข้เริ่มสังเกตว่า ตอนนี้ทานยาแก้ปวดไมเกรนบ่อยขึ้น ทานจนเกือบทุกวัน ทานแบบนี้ติดต่อกันมากกว่า 3 เดือนแล้ว และเริ่มมีอาการชาปลายมือปลายเท้า บางทีทานแค่หนึ่งเม็ดก็ไม่หาย ต้องทานโดสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นแสดงว่า คุณเริ่มมีอาการ “ติดยา” แก้ปวดเข้าแล้วหล่ะ

.

ซึ่งก็ไม่เป็นไรเลยนะ อย่าเพิ่งตีโพยตีพายว่า โอ้ย ! แล้วฉันจะทำอย่างไรหล่ะ ก็มันติดไปแล้ว ทุกปัญหามีทางออกเสมอ 

.

ปกติการรักษาคนไข้ไมกรนที่มีภาวะร่วม คือติดยาแก้ปวด คุณหมอจะให้เรางดตัวยาแก้ปวดที่ติดอยู่ก่อน 5-7 วัน และทานยาแก้ปวดตัวอื่นแทน โดยเราเรียกกระบวนการนี้ว่า “กระบวนการถอนยา” แต่ทั้งนี้ แนะนำว่าต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้นนะ เนื่องจาก condition ของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีนี้อาจจะเวิคกับคนหนึ่ง แต่ก็อาจจะไม่เวิคกับอีกคนหนึ่งก็ได้ 

.

ทางที่ดีปรึกษาแพทย์ก่อนเข้าสู่กระบวนการถอนยาจะดีกว่า โดยปรึกษาได้ที่ Smile Migraine Application Link : http://onelink.to/3xys9f และกดจองคิวคุณหมอไมเกรนของเรา ซึ่งสามารถเลือกได้เลยนะ เพราะทุกท่านเป็นอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญในการรักษาคนไข้ไมเกรนมากกว่า 1,000 เคสเลยหล่ะ 

Footer Tele Blog - Surat.png
 

 

กลับไปยังบล็อก

บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ

ยาแก้ปวดไมเกรน เลือกอย่างไรให้ใช่กับเรา?

ยาแก้ปวดไมเกรน เลือกอย่างไรให้ใช่กับเรา?

เข้าชม 23 ครั้ง

"ไมเกรน" เป็นโรคที่แม้ไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่กลับสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชาวไมเกรนเป็นอย่างมาก บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีเลือกยาแก้ปวดไมเกรนให้เหมาะกับระดับความรุนแรง รวมถึงข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ปวดไมเกรนแต่ละชนิด ให้รู้เท่าทันยาแก้ปวด

ทำความรู้จัก "ปวดศีรษะกล้ามเนื้อตึงตัว (Tensiontype Headache)

ทำความรู้จัก "ปวดศีรษะกล้ามเนื้อตึงตัว (Tensiontype Headache)

เข้าชม 29 ครั้ง

เคยปวดหัวแบบมีอะไรมารัดรอบหัว หรือปวดหัวแบบตึงๆ ราวลงคอ บ่า ไหล่ บ้างไหม? ถ้าเคย คุณอาจกำลังเป็น โรคปวดหัวแบบตึงตัว (Tensiontype Headache) ที่แม้ระดับความรุนแรงอาจจะไม่เท่ากับไมเกรน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ดังนั้นเรามาทราบถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษเพื่อช่วยให้คุณจัดการกับอาการของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เครียดสะสม เมื่อสมองสั่งร่างกายให้เป็นโรค

เครียดสะสม เมื่อสมองสั่งร่างกายให้เป็นโรค

เข้าชม 24 ครั้ง

ความเครียดไม่เพียงแต่ส่งผลต่อร่างกายด้วยอาการปวดหัวหรือหัวใจเต้นเร็วเท่านั้น แต่ยังส่งผลลึกลงไปถึงระบบภายในร่างกายและอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลั่งของสารเคมีในสมอง เช่น คอร์ติซอล และอะดรีนาลีน ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและส่งผลให้ระบบการตอบสนองต่อความเครียดทำงาน การเพิ่มขึ้นของคอร์ติซอลในระยะยาวอาจทำลายสมองส่วนหน้าและฮิบโปแคมปัส ทำให้เกิดผลเสียต่อการควบคุมอารมณ์และความจำระยะยาว นอกจากนี้ ความเครียดเรื้อรังยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอาการเวียนหัว การจัดการความเครียดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ.