Happy Hormone “ฮอร์โมนแห่งความสุข”

Happy Hormone “ฮอร์โมนแห่งความสุข”

อย่างที่ใครๆ บอก “การมีความสุข” มักจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ ตามมาเสมอ

อาจเป็นคำกล่าวที่ชาวไมเกรนหลายๆ คน คงจะแอบได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่เชื่อเหลือเกินเลยว่า 

.

เวลาคนเรามีความสุขแล้ว อะไรๆ มักจะดีไปหมดแหละ เราก็จะคิดดี มองอะไรก็สดใส 

และนั่นก็เพราะร่างกายเรากำลังหลั่งสารเคมี หรือที่เราเรียกว่า “ฮอร์โมน” ของความสุขอยู่

.

การที่เรามีสมดุล ทางความคิด ทางอารมณ์ความรู้สึก ก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เราสุขภาพดีได้นั่นเอง

.

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า “ฮอร์โมน” กันก่อน ว่ามันคืออะไรกัน?

.

ฮอร์โมน ก็คือ สารเคมีที่ผลิตโดยต่อมไร้ท่อต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งหนึ่งในหน้าที่ของเจ้าฮอร์โมน นั่นก็คือ

ช่วยควบคุมอารมณ์ของเรานั่นเอง

.

วันนีสไมล์ ไมเกรน จะพาชาวไมเกรนมาทำความรู้จักกับ “ฮอร์โมนความสุข” กันดีกว่า 

และเราจะมาดูกันว่า ฮอร์โมนแต่ละตัว สามารถช่วยเรื่องอะไรกันบ้าง ไปติดตามกัน 

.

ตัวฮอร์โมนแห่งความสุข จะมีหลักๆ อยู่ทั้งหมด 4 ตัว 

1) Dopamine (โดปามีน) หรือที่รู้จักกันว่าเป็น “ฮอร์โมนฟีลกู๊ด” โดยโดปามีนนี้ เป็นสารสื่อประสาทที่ถูกหลั่งมาจากไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) เป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมอารมณ์และความรู้สึก 

โดยเฉพาะอารมณ์พึงพอใจ ความปิติยินดี หรือแม้กระทั่งจะหลั่งมาในช่วงเวลาที่เราทำกิจกรรมที่ชอบ

จากการทดลองในหนู พบว่า เมื่อทำให้หนูเกิดความพึงพอใจ ระดับของโดปามีนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ  ซึ่งในขณะที่โดปามีนถูกหลั่งออกมาจากสมอง จะทำให้เกิดความสุข เรียกว่า reward circuit

หรือ ทางการแพทย์ เราจะเรียกว่า ระบบการให้รางวัลของสมอง

หากถูกกระตุ้นด้วยพฤติกรรมเดิมซ้ำ ๆ ก็จะหลั่งโดปามีนออกมาตามปกติ  แต่หากไม่ถูกกระตุ้นหรือทำกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่กิจกรรมเดิม สารโดปามีนก็จะหยุดทำงาน ทำให้รู้สึกหงุดหงิด โมโหหรือเซื่องซึม

และถ้าสารโดปามีนในร่างกายของคนเรา ลดระดับต่ำลงมากจนเกินไป จะทำให้รู้สึกหดหู่และเสี่ยงต่อการเกิดซึมเศร้าได้

2) Serotonin (เซโรโทนิน) ตัวนี้คือตัวสำคัญ ในเรื่องของการปรับสมดุลความรู้สึก เป็นสารสื่อประสาทที่จะส่งผลต่อกระบวนการคิด พฤติกรรม และอารมณ์ หากมีในปริมาณที่สมดุลก็จะทำให้สุขภาพจิตดี อารมณ์ดี มีสมาธิ ช่วยให้คิดและตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น 

รวมทั้งยังช่วยให้มีความสุขหรือรู้สึกดีได้ง่ายขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นโดยสิ่งที่ชอบหรือพึงพอใจ แต่ถ้ามีในระดับที่ต่ำกว่าปกติเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคเครียด หรือสมาธิสั้นได้

3) Oxytocin (ออฟซิโตซิน) หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็น “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ชื่อก็บอกอยู่แล้วเนอะว่าเป็นฮอร์โมนแห่งความรัก มักจะหลั่งมาตอนที่ผู้หญิงคลอดลูก การให้นมลูกให้มีน้ำนมที่เพียงพอต่อลูก เป็นสารสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างแม่และลูก  

แต่หากเป็นสาวๆ ที่มีแฟนหรือคนรัก ฮอร์โมนตัวนี้ก็เหมือนฮอร์โมนคลั่งรัก ที่จะรู้สึกดีทุกครั้งที่มีการกอด การสัมผัส หรือเราเรียกว่า skinship นั่นเอง

4) Endorphins (เอ็นดอร์ฟิน) เป็นฮอร์โมนที่มักจะหลั่งออกมาหลังจากออกกำลังกายและทำกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งช่วยให้รู้สึกดีหรือสบายตัว 

แต่โดยพื้นฐานรากศัพท์แล้ว เอ็นโดรฟิน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยบรรเทาอาการปวดตามธรรมชาติที่ผลิตจากภายในร่างกาย ที่มาจากคำว่า Endogenous ที่หมายความว่า จากภายในร่างกาย และคำว่า Morphine ที่หมายถึงสารบรรเทาอาการปวดนั้นเอง เป็นฮอร์โมนที่ถูกปล่อยมากจากระบบประสาทส่วนกลางและต่อมใต้สมอง เพื่อตอบสนองต่อความเจ็บปวดหรือความเครียด 

จึงทำให้เมื่อ เอ็นโดรฟินหลั่งทำให้รู้สึกมีความสุข เคลิบเคลิ้ม อิ่มอกอิ่มใจ คลายเครียด ทำให้อยากอาหารมากขึ้น ช่วยหลั่งฮอร์โมนเพศ และเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนั่นเอง

.

สไมล์ ไมเกรน ได้รวมรวมและขอแชร์ทริคการเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุขด้วยตัวเอง แบบฉบับง่ายๆ สามารถทำได้ทุกวันกัน

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ ประมาณ 20-30 นาทีต่อวันขึ้นไป
  • หาเวลาทำกิจกรรมหรือสิ่งที่ตัวเองชอบเป็นประจำ
  • ให้ความสำคัญในการทานอาหารในแต่ละมื้อ ควรที่จะทานให้ครบ 5 หมู่ เพราะฮอร์โมนบางตัวถูกสังเคราะห์มาจากโปรตีน
  • แสดงความรักกับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัส การกอด
  • นั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ
  • รู้เท่าทันความเครียด และหาวิธีจัดการในแบบฉบับของเรา
  • ทำให้วงจรการนอนหลับของร่างกาย มีประสิทธิภาพ
  • ฮีลใจตัวเองด้วยสัตว์เลี้ยง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เขามักจะอยู่ในทุกช่วงอารมณ์ของเรา ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ดีใจหรือเสียใจ มีนักวิทยาศาสตร์ ได้บอกไว้ว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง สามารถช่วยให้ร่างกายของคนเราสร้างสาร oxytocin  (ออฟซิโตซิน) ออกมา ซึ่งเป็นสารที่สร้างออกมาเช่นเดียวกับเวลาที่มารดาคลอดบุตร 

จะเห็นได้ว่าฮอร์โมนความสุขนี้ เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติตามกลไกของร่างกาย และเราสามารถออกแบบเองได้ ไม่ได้มีสุตรสำเร็จตายตัว เรามีหน้าที่ทำให้ฮอร์โมนแห่งความสุขนี้สมดุล ไม่มากเกินไป หรือไม่น้อยเกินไป เพียงเท่านี้ หัวใจเราก็จะพองโตแล้ว :)

Footer Tele Blog - Ai (4).png
 

แหล่งที่มา :

https://www.healthline.com/health/happy-hormone

https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82

กลับไปยังบล็อก

บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ

ยาแก้ปวดไมเกรน เลือกอย่างไรให้ใช่กับเรา?

ยาแก้ปวดไมเกรน เลือกอย่างไรให้ใช่กับเรา?

เข้าชม 23 ครั้ง

"ไมเกรน" เป็นโรคที่แม้ไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่กลับสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชาวไมเกรนเป็นอย่างมาก บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีเลือกยาแก้ปวดไมเกรนให้เหมาะกับระดับความรุนแรง รวมถึงข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ปวดไมเกรนแต่ละชนิด ให้รู้เท่าทันยาแก้ปวด

ทำความรู้จัก "ปวดหัวแบบตึงตัว (Tensiontype Headache)

ทำความรู้จัก "ปวดหัวแบบตึงตัว (Tensiontype Headache)

เข้าชม 29 ครั้ง

เคยปวดหัวแบบมีอะไรมารัดรอบหัว หรือปวดหัวแบบตึงๆ ราวลงคอ บ่า ไหล่ บ้างไหม? ถ้าเคย คุณอาจกำลังเป็น โรคปวดหัวแบบตึงตัว (Tensiontype Headache) ที่แม้ระดับความรุนแรงอาจจะไม่เท่ากับไมเกรน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ดังนั้นเรามาทราบถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษเพื่อช่วยให้คุณจัดการกับอาการของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เครียดสะสม เมื่อสมองสั่งร่างกายให้เป็นโรค

เครียดสะสม เมื่อสมองสั่งร่างกายให้เป็นโรค

เข้าชม 23 ครั้ง

ความเครียดไม่เพียงแต่ส่งผลต่อร่างกายด้วยอาการปวดหัวหรือหัวใจเต้นเร็วเท่านั้น แต่ยังส่งผลลึกลงไปถึงระบบภายในร่างกายและอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลั่งของสารเคมีในสมอง เช่น คอร์ติซอล และอะดรีนาลีน ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและส่งผลให้ระบบการตอบสนองต่อความเครียดทำงาน การเพิ่มขึ้นของคอร์ติซอลในระยะยาวอาจทำลายสมองส่วนหน้าและฮิบโปแคมปัส ทำให้เกิดผลเสียต่อการควบคุมอารมณ์และความจำระยะยาว นอกจากนี้ ความเครียดเรื้อรังยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอาการเวียนหัว การจัดการความเครียดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ.